(อ่านราชกิจานุเบกษา)
   จากที่กล่าวไว้หน้าแรกใช้ข้อความอย่างเป็นทางการอ่านแล้วสรุปว่า หัวข้อนี้จะกล่าวถึงความสำคัญของมาตรฐานของไบโอดีเซลที่กำหนดไว้อย่างมากมายถึง 24 หัวข้อ จนบางท่านเข้าใจว่ากำหนดมาเพื่อไม่ให้ท่านทำไบโอดีเซลใช้เองเพราะทำยังไงก็ไม่ได้ตามมาตรฐานซักที
    มาตรฐานของไบโอดีเซลที่กำหนดขึ้นนี้อ้างอิงมาจากมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา (หมายเลขอ้างอิง ASTM D6751 ) และมาตรฐานของยุโรป (หมายเลขอ้างอิง EN14214 ) มารวมเข้าด้วยกันซึ่งจะเห็นจากค่ามาตรฐานบางค่าที่ใช้วิธีวัดแบบยุโรปบางค่าก็วันแบบอเมริกา แต่จริงๆ แล้วเนื้อหาของกระบวนการวัดไม่แตกต่างกันมากนัก
   ถ้าจะกล่าวถึงวิธีการวัดค่ามาตรฐานแต่ละค่าอย่างละเอียดอาจต้องใช้เวลาเรียนหลายเดือน เพราะว่าค่าแต่ละค่าจะต้องถูกควบคุมภาวะในการวัดอย่างละเอียดเพื่อให้การวัดถูกต้องและเท่ากันทุกที่ไม่ว่าจะวัดที่ยุโรปหรือประเทศไทย ในหัวข้อนี้จะเน้นความหมายของค่ามาตรฐานพอให้เกิดความเข้าใจว่าทำไมต้องกำหนดค่ามาตรฐานนี้ขึ้นมาและจะช่วยปกป้องท่านได้อย่างไร สำหรับผู้ที่สนใจเนื้อหาที่ละเอียดมากขึ้นสามารถอ่านได้ที่หัวข้อความรู้เกี่ยวกับไบโอดีเซล (คลิ๊กที่นี่)
   เมทิลเอสเทอร์ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 96.5 บอกให้ทราบว่าไบโอดีเซลที่ผลิตขึ้นมีปริมาณเมทิลเอสเทอร์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของไบโอดีเซลเกินร้อยละ 96.5 ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้ถือว่าทำปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ยังมีบางส่วนไม่เปลี่ยนเป็นไบโอดีเซลทำให้เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ (ไม่เสมอไปถ้าผสมกับน้ำมันดีเซลเยอะๆ ปัญหานี้อาจไม่เกิดขึ้นเพราะว่าการผสมน้ำมันพืชบริสุทธิ์กับน้ำมันดีเซลสามารถใช้กับเครื่องยนต์ได้)
   ความหนาแน่นอยู่ระหว่าง 860 - 900 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่านี้ใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้ระบบหัวฉีดไม่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้มากเกินความจำเป็นเนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงที่ฉีดเข้าห้องเผาไหม้จะวัดเป็นปริมาตร (ถ้าเชื้อเพลิงปริมาตรเท่ากันเชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะมีน้ำหนักมากกว่าทำให้เผาไหม้ไม่หมดเพราะว่ามีอากาศที่ใช้เท่ากัน)
   ความหนืดอยู่ระหว่าง 3.5 ถึง 5.0 เซนติสโตกส์ มีค่าใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลเช่นกัน ทำให้ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับหัวฉีดเชื้อเพลิง เพราะถ้าเชื้อเพลิงหนืดเกินไปจะได้ละอองน้ำมันขนาดใหญ่เผาไหม้ไม่หมดในครั้งเดียว (น้ำมันพืชโดยทั่วไปจะมีความหนืดประมาณ 30 - 40 เซนติสโตกส์)

   จุดวาบไฟไม่ต่ำกว่า 120 องศาเซลเซียส ค่านี้หลายคนมักเข้าใจว่ายิ่งจุดวาบไฟต่ำยิ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ดีเพราะว่าติดไฟง่าย แต่ความจริงอุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงกว่า 300 องศาเซลเซียสตลอดเวลาที่เดินเครื่องดังนั้นเชื้อเพลิงจึงติดไฟอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเชื้อเพลิงที่ติดไฟง่ายคือเชื้อเพลิงที่เป็นอันตรายมากกว่าเชื้อเพลิงที่ดี นอกจากนี้จุดวาบไฟของไบโอดีเซลที่ต่ำผิดปกติอาจทำมีสาเหตุมาจากการปนเปื้อนของเมทานอล (เมทานอลจุดวาบไฟ 12.2 องศาเซลเซียส!!)
   กำมะถันไม่สูงกว่าร้อยละ 0.001 บอกให้ทราบว่าเชื้อเพลิงนี้จะก่อให้เกิดก๊าซพิษกำมะถันออกไซด์จากการเผาไหม้น้อยมาก (ปริมาณกำมะถันของน้ำมันดีเซลกำหนดไว้ที่ร้อยละ 0.035)
   กากถ่านไม่สูงกว่าร้อยละ 0.30 ทำให้ทราบว่าเมื่อเผาเชื้อเพลิงชนิดนี้หมดแล้วเหลือเขม่าไม่เกินร้อยละ 0.30 (ไบโอดีเซล 100 กิโลกรัมเหลือเขม่าน้อยกว่า 3 ขีด)
   จำนวนซีเทนไม่ต่ำกว่า 51 ค่านี้บอกถึงความสามารถในการจุดติดไฟได้เองของเชื้อเพลิง
ถ้าเลขซีเทนมากเชื้อเพลิงจะใช้อุณหภูมิต่ำและเวลาน้อยในการติดไปได้เองซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่ต้องใช้หัวเทียน
    เถ้าซัลเฟตไม่สูงกว่าร้อยละ 0.02 โดยน้ำหนัก เป็นการหาปริมาณโลหะหนักในเชื้อเพลิงทางอ้อมโดยการตกตะกอนโลหะหนักด้วยกรดซัลฟูริกแล้วนำไปเผา ดังนั้นค่านี้จึงบอกถึงปริมาณโลหะหนักในเชื้อเพลิงนั่นเอง แสดงให้เห็นว่าเชื้อเพลิงนี้ไม่ปล่อยโลหะหนักออกมาทางท่อไอเสีย
   น้ำไม่เกินร้อยละ 0.050 แน่นอนว่าไบโอดีเซลส่วนใหญ่ต้องผ่านการล้างด้วยน้ำเป็นขั้นตอนสุดท้ายและน้ำไม่ติดไฟ ดังนั้นจึงต้องจำกัดปริมาณน้ำให้ต่ำกว่าร้อยละ 0.05
   สิ่งปนเปื้อนทั้งหมดไม่สูงกว่าร้อยละ 0.0024 ค่านี้บ่งบอกถึงของแข็งขนาดเล็กที่อาจเข้าไปอุดตันในระบบจ่ายน้ำมัน ดังนั้นถ้าท่านใช้ไบโอดีเซลที่ได้มาตรฐานไส้กรองของท่านจะไม่อุดตัน แต่มีบางคนบอกว่าถึงใช้ไบโอดีเซลที่ได้มาตรฐานไส้กรองก็ตันอยู่ดี (อ่านแล้วปวดใจ) ผู้เขียนสันนิษฐานว่าในช่วงแรกที่ท่านเปลี่ยนมาใช้ไบโอดีเซล (อาจจะเป็น B5 plus) ระบบจ่ายเชื้อเพลิงที่เคยพบแต่น้ำมันดีเซลอย่างเดียวย่อมมีการสะสมของตะกอนบางอย่างที่ไม่ละลายในน้ำมันดีเซล แต่โชคร้ายที่ตะกอนเหล่านั้นกลับละลายในไบโอดีเซลแล้วลอยก็ไปติดไส้กรองน้ำมันจนตัน ดังนั้นถ้าท่านเปลี่ยนไส้กรองใหม่ (ไม่รู้ว่ากี่อัน ขึ้นกับว่าเครื่องยนต์สกปรกเพียงใด) และใช้ไบโอดีเซลไปเรื่อยๆ ไม่น่าจะมีปัญหานี้เกิดขึ้นอีก
   การกัดกร่อนแผ่นทองแดงไม่สูงกว่าหมายเลข 1 ค่านี้ทำให้ทราบว่าเชื้อเพลิงมีความเป็นกรดเพียงใดด้วยการทดสอบกับแผ่นทองแดง วิธีการทดสอบค่อนข้างยาวจึงไม่ขอกล่าวถึง
   เสถียรภาพต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง เป็นการแสดงถึงความต้านทานต่อการทำปฏิกิริยากับอากาศซึ่งหมายความว่าเชื้อเพลิงที่ต้านทานได้ดีก็จะเก็บไว้ได้นาน
   ค่าความเป็นกรดไม่สูงกว่า 0.50 มิลลิกรัมโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ต่อกรัมน้ำมัน ค่านี้แสดงปริมาณกรดไขมันอิสระในน้ำมันซึ่งสอดคล้องกับค่าการกัดกร่อนแผ่นทองแดง
   ค่าไอโอดีนไม่สูงกว่า 120 กรัมไอโอดีนต่อ 100 กรัมน้ำมัน แสดงถึงความไม่อิ่มตัวในน้ำมันทำให้สามารถฟอกสีไอโอดีนได้ ถ้าน้ำมันที่ฟอกสีไอโอดีนได้มากหมายความว่าไม่อิ่มตัวมากทำให้น้ำมันชนิดนั้นทำปฏิกิริยากับอากาศได้ง่าย สอดคล้องกับค่าเสถียรภาพต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
   กรดลิโนเลนิกเมทิลเอสเตอร์ไม่สูงกว่าร้อยละ 12.0 กรดลิโนเลนิกเมทิลเอสเตอร์เป็นเอสเทอร์ที่มีความไม่อิ่มตัวอยู่ 3 ตำแหน่งในโมเลกุลเดียว ทำให้ไบโอดีเซลที่มีกรดลิโนเลนิกเมทิลเอสเทอร์มากจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย

หน้า 1 อ่านต่อ >>>

  Link สนับสนุน
 


© 2007 -2008 BlackCatbiodiesel. All rights reserveds
http://BlackCatBiodiesel.com